บ่น : คมแดก แดกอะไร?
posted on 25 Sep 2009 14:41 by kwangloak in Criticsรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปลาเทศบาล พอเห็นชื่อเอ็นทรี่ย์ปุ๊บ ก็ต้องว่ายเข้าไปเก็บขี้กิน (น่ากลัวจะอร่อย)
ไม่รู้จักคมกันไปทำไมนักหนา ถ้าความคมมันพาให้พ้นทุกข์ได้ เหล่านักปรัชญาที่มีชื่อเสียงทั้งหลายคงหลุดพ้นกันไปหลายรอบแล้ว ไม่ต้องมาเวียนเกิดเวียนตายเพื่อสรรหาคำพูดคม ๆ ไว้บาดผู้อื่น เก็บคำคม ๆ ไว้บาดกิเลสตัวเองเถอะครับ
อ่านเอ็นทรี่ย์นั้นแล้ว ยอมรับครับ วินาทีแรกรู้สึกว่า "มันสะใจดีหว่ะ" ซึ่งก็คงถูกกิเลสของคนทั่วไป แต่วินาทีถัดมา มันก็ฉุกคิดขึ้นมาครับ เป็นทุกคราวที่เจอข้อความโปรโมชั่นจีเอสเอ็มแบบ "เหมา ๆ"
ถ้าเป็นเรื่องทั่วไป ก็คงไม่เข้าไปยุ่งละครับ แค่อยากเตือนว่า การว่าใครวงการใดแบบ "เหมา ๆ" นั่นมันไม่ดีนะคะตัวเอง
แต่ด๊าน...มาใช้โปรโมชั่น "เหมา ๆ" กับคนในเครื่องแบบสีแก่นขนุนนี่สิ ในฐานะนักปฏิบัติจึงขอเตือนว่า ควรเพิ่มความรอบคอบเข้าไปอีกนิดนึง
คนเราจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดได้ ต้องมีความรู้ทั่วพร้อมในสิ่งนั้น ๆ เช่น ถ้าจะเขียนวิจารณ์รถสักคันหนึ่ง ท่านก็คงต้องขับรถมาเป็นร้อย ๆ คัน รู้ข้อดีข้อเสียข้อเด่นข้อด้อยของรถแต่ละยี่ห้อ มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกมากสักหน่อย วิจารณ์แล้วจึงถูกต้อง คนถึงจะเชื่อถือ
เช่นกันหากท่านคิดจะวิจารณ์คนในเครื่องแบบสีแก่นขนุน ท่านก็คงต้องทราบตื้นลึกหนาบางให้เรี่ยมเร้เรไรเสียก่อน ถึงจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ถึงพริกถึงขิง ไม่ใช่เป็นคำอ้างลอย ๆ ให้คนเข้าใจผิด
เคยอ่านหนังสือปกขาววิพากษ์เรื่องวัดธรรมกายของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) การอ้างหลักอ้างฐานของท่านนั้นมีหลักการ และฟังดูหนักแน่นมาก เรียกได้ว่า สิ่งใดออกจากปาก หรือปลายปากกาท่านแล้ว ดูจะผ่านการพิจารณามาอย่างโชกโชน
นี่เป็นตัวอย่างของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวในดงขมิ้นได้ถึงพริกถึงขิง หนักแน่น ถึงแก่น เป็นหลักเป็นฐาน
พระวินัยเกี่ยวกับการสร้างกุฏิสงฆ์นั้น ถ้าไม่ได้ตามกฏเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ ท่านปรับอาบัติหนักถึงขั้นสังฆาทิเสสทีเดียว
อาบัติสังฆาทิเสสนั้น เป็นรองแค่อาบัติปาราชิก (อาบัติหนักที่สุด หมดความเป็นพระโดยอัตโนมัติ) เท่านั้น
พระพุทธองค์ทรงป้องกันคำครหาเช่นนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะการสร้างกุฏิสงฆ์ให้ใหญ่เกินพอดี คงมีมาแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการตั้งพระวินัยว่า กุฏินั้นสร้างเองให้ยาวเกิน ๑๒ คืบพระสุคต (๓ เมตร) กว้่างเกิน ๗ คืบพระสุคต (๑.๗๕ เมตร) ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถ้าทำให้เกินนั้น ต้องในสงฆ์แสดงที่ จึงไม่ต้องอาบัติ
สงฆ์ในที่นี้ ก็คือ พระภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป
อีกข้อหนึ่งว่า สร้างกุฏิบนที่ดินที่มีทายกเป็นเจ้าของ ทำให้เกินนั้นได้ แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่
จากพระวินัย ๒ ข้อดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การสร้างกุฏิ มิใช่เป็นความเห็นของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แม้กระทั่งเจ้าอาวาส แต่เป็นความเห็นของ "สงฆ์" ผู้ใดปรามาสมติของสงฆ์ ก็เหมือนปรามาสภิกษุทั้งคณะ
แม้กระทั่งเจ้าประคุณชั้นเทพชั้นธรรมพระผู้ทรงสมณศักดิ์สูงลิบลิ่วในมหาเถรสมาคม จะจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ยังต้องคิดแล้วคิดอีก มีอำนาจอยู่เต็มมือบางทีท่านยังไม่ตำหนิเลย ด้วยเห็นว่า ผู้ที่ละเมิดพระวินัย ก็ได้รับผลกรรมอย่างยุติธรรมอยู่แล้ว ผู้กล่าวหาประโยคดังกล่าว เป็นใคร ครับ จึงมีสิทธิ์กล่าวหา "สงฆ์" ทั้งคณะแบบนี้
คนเรามีปากก็พูดกันไป มีมือก็เขียนกันไป แต่พูดไม่ระวัง เขียนไม่ดี บางทีปากกับมือก็พาตัวผู้พูดผู้เขียนไปเที่ยวอเวจีมหานรกได้นะขอรับ พระไตรปิฎกมีเขียนไว้ชัดเจน ผู้ใดปรามาสพระอริยเจ้า ละอัตภาพนี้แล้ว จะเข้าถึงวินิบาตนรก นี่ท่านปรามาสสงฆ์ทั้งคณะ (ซึ่งย่อมมีพระอริยเจ้ารวมอยู่ด้วย) ผมไม่อยากนึกภาพ
เรื่องตำหนิพระนี่ ขอเถอะ ขอรับ ตัวเองเป็นฆราวาสยังเสพกามอยู่ ไปใช้โปร "เหมา ๆ" กับพระนี่ มันไม่สมควร พระนั้นต่อให้ศีลด่างศีลพร้อยสุด ๆ จาก ๒๒๗ ข้อ เหลือแค่ ๖ ข้อ ก็ยังมีศีลมากกว่าฆราวาสที่ถือศีลแค่ ๕ ข้ออยู่ดี (ยกเว้นฆราวาสที่เป็นพระอริยเจ้า และยกเว้นพระที่ต้องอาบัติปาราชิก<---แต่ใครจะไปรู้ว่าท่านปาราชิกหรือเปล่า นอกจากตัวท่านเอง) ดังนั้นเรื่องตำหนิพระ ขอให้เป็นเรื่องของพระผู้ใหญ่เถอะ ขอรับ อย่ายกตัวเองขึ้นเป็นพระพุทธเจ้า จึงสามารถตำหนิลูก ๆ ของพระองค์เลย
มันเอามือไปซุกหีบชัด ๆ
ในพระไตรปิฎกก็มีตั้งหลายตอนที่ภิกษุไปทำสิ่งซึ่งทำให้คนเขานินทา เช่น ไปเอาไม้ของกษัตริย์มา แล้วอ้างว่า พระองค์ประกาศให้ไว้เมื่อพิธีราชาภิเษก เมื่อเกิดคดีความกับพระภิกษุขึ้น ไม่มีใครไปชี้หน้าด่าพระ หรือเอาไปโพทนาให้พระภิกษุทั้งคณะเสื่อมเสีย มีแต่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่ในภิกษุทั้งปวง ให้พระองค์ตัดสิน มันจึงจะถูก
เทียบในยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีความเป็นห่วงในกิจการพระศาสนา เกรงเจ้าอาละวาดจะสร้างกุฏิสงฆ์ให้อู้ฟู่เกินพอดี การปกครองสงฆ์ก็มีลำดับขึ้นไป เหมือน ๆ กับของฆราวาสนั่นแหละ ท่านเห็นเจ้าอาวาสสร้างคฤหาสน์ เห็นไม่ชอบมาพากล แต่ไปโวยกับใครก็ไม่ได้ เพราะเจ้าอาวาสใหญ่ที่สุดในวัด ก็ไปแจ้งเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะตำบลไม่รับเรื่อง เพราะเจ้าอาวาสเป็นผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ ก็ไปร้องเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะอำเภอเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ไปบอกเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ก็ไปกระซิบเจ้าคณะภาค เป็นลำดับไป ไม่ใช่มากล่าวหาพระภิกษุทั้งคณะแบบนี้ ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร นอกจากสร้างความเสื่อมขึ้นในจิตใจของผู้อ่าน "เออ... จริงด้วยแฮะ มีแต่คฤหาสน์ของเจ้าอาวาส" หรือ "ดีแล้ว เขียนกัดพระให้เจ็บ ๆ แสบ ๆ คัน ๆ จะได้รู้สึกรู้สาซะบ้าง" อ้าว... กลายเป็นการเขียนข้อความจิกกัดพระ เป็นเรื่องถูกต้องสนุกปากไปอีกแน่ะ
พระพุทธเจ้าไม่เคยไปสรรหาข้อความใดให้ "คมแดก" เพราะพระอรหันต์ เข้าถึงความไม่มีตัวตน ไม่ได้อยากให้ใครมาชื่นชม มีแต่มุ่งตรัสอะไรด้วยความจริงใจ จริงจัง ตรัสครั้งเดียว ไม่เคยตรัสซ้ำสอง และเป็นไปเพื่อการปฏิบัติให้พ้นทุกข์ เพื่อประโยชน์ของมหาชนแทบทั้งสิ้น การสรรหาถ้อยคำให้ "คมแดก" ความจริงก็ไม่ใช่อะไรเกินไปกว่า อยากให้ผู้อื่นมาชื่นชมตนเองว่า "ช่างพูดจาได้คมแดกบาดกางเกงในเหลือเกิน" ซึ่งที่สุดมันก็สนองอัตตาตัวตนนั่นแหละ
แล้วทำไมเหล่านักปรัชญาช่างสรรหาคำพูดคมแดก จึงต้องไปดึงฟ้าให้ต่ำ ลากพระพุทธองค์ลงมาอยู่ในคลาสเดียวกับท่านทั้งหลายด้วย ปรัชญามันก็วนเวียนอยู่แค่การใช้ความคิดเท่านั้น พระพุทธเจ้าไปไกลเกินกว่านั้นมากมาย พระองค์ตรัสว่า สัพเพ สังขารา ทุกขา ก็ไอ้ความคิดเฮงซวยไม่ประกอบด้วยปัญญาทั้งหลายที่นักปราชญ์คิดกันอยู่นั่นแหละ เป็นตัวทุกข์ พวกนักปราชญ์ดัง ๆ ของโลกบางคน ยังไม่มีปัญญารู้เลยว่า ความคิด คือ ตัวทุกข์ มัวแต่คิด ๆ ๆ กันอยู่นั่นแหละ คิดเท่าไหร่ก็ไม่พ้นทุกข์หรอก เพราะอวิชชาความไม่รู้ หรือความโง่ มันครอบงำความคิดอยู่อีกที (ถามต่อว่า ไม่รู้อะไร? ก็ไม่รู้อริยสัจไง)
ยังมีอีกครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากคนที่เป็นครูบาอาจารย์สอนวิชาเหล่านี้ มันบ่งบอกถึงการพยายามเป็นมนุษย์คมแปดด้าน ดังนั้นพระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้ ไม่ต้องใส่ใจ ประโยคว่า ดี หรือ ชั่ว ไม่ได้อยู่ที่การกระทำ แต่อยู่ที่ผลของการกระทำ ตัวอย่างง่ายๆ เช่นการโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ
เป็นการกระทำชั่ว แต่ได้ผลดี เป็นต้น
อ่านดูก็คมดีครับ แต่ถ้าพิจารณาโดยโยนิโส มนสิการ จะพบว่า สิ่งที่ค้มคมนั่นมันไม่จริง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมใดใดล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จที่ใจ มีตอนไหนครับ ที่พระองค์ตรัสว่า ธรรมใดล้วนมีผลของการกระทำเป็นใหญ่ ดีชั่ว วัดกันที่ผลของการกระทำ หรือถ้าเป็นภาษาธรรม ก็ต้องเขียนว่า ดีชั่ว วัดกันที่ "วิบาก" (ผลของการกระทำ) ยิ่งไม่เคยได้ยินไปกันใหญ่เลย
สมมุติอย่างนี้ก็แล้วกัน มีนาย ก. เป็นลมบ้าหมู ล้มลงหมดสติ นาย ข. เดินผ่านมา จึงเข้าช่วยเหลือ โดยมีความรู้ในการปฐมพยาบาลนิดหน่อย พยายามช่วยชีวิต นาย ก. อย่างสุดชีวิต แต่สุดท้ายนาย ก. ตาย ถ้าดีชั่ว อยู่ที่ผลของการกระทำ นาย ข. ที่มีเมตตาก็เป็นคนชั่วหน่ะซี เพราะทำให้นาย ก. ที่เป็นลมบ้าหมูตาย
ตัวอย่างที่เขายกมาก็ไม่จริงครับ การโกหกเพื่อให้คนอื่นสบายใจ มันดีในระยะสั้น จริงอยู่ แต่ในระยะยาว ผู้ที่โกหกบ่อย ๆ ก็ไม่พ้นกลายเป็นคนขาดความน่าเชื่อถือ การเป็นคนขาดความน่าเชื่อถือ มันดีตรงไหน
ถ้าคมจริง แดกจริง มันสมควรต้องจริงทุกกรณี ไม่ใช่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ถูกไหม?
ความจริงนักปรัชญาทั้งหลาย มีเวลาตั้งเยอะนั่งเกลาคำพูดให้คมแดก ก็น่าจะมีเวลานั่งพิจารณาว่า ไม่ควรเอาคำคมนั่นมาแดกตัวเอง ควรหันด้านคมนั่นไปแดกผู้กระทำผิด ให้เกิดประโยชน์ในสังคม หรือเอาไว้แดกกิเลสตัวเอง หมดกิเลสขึ้นมาวันใด ก็ไม่ต้องมานั่งคิดค้นคำให้คมแดก เพราะคำจริงทั้งหลายล้วนคมในตัวมันอยู่แล้ว
เหล่าผู้อ่านก็ต้องพิจารณาให้ดี ครับ บางอย่างคมแดกแล้วก็อ่านสนุกดี บางอย่างก็ไม่ควร อย่าไปชื่นชมกับเขา คมแดกจะพาเราลงนรกไม่รู้ตัว
ท้ายนี้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย พึงพิจารณาถ้อยคำคมแดกของ อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ไว้ให้ดี ท่านไม่ได้เป็นผู้หมดกิเลส อย่าไปนับถือท่านเป็นศาสดา คำพูดคมแดกของท่านไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด ชาวพุทธที่ดี ต้องไม่เป็นพวกมงคลตื่นข่าว เห็นคนโน้นคนนี้พูดจาคมคาย ก็แห่แหนกันไปฟัง ไปเชื่อ โดยไม่ได้พิจารณา แต่ต้องใส่ใจศึกษาให้ดีว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้
...ขวางโลกอีกแล้วม๊างกรู...